SpaceX (SPCX) — IPO ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ กับเดิมพันสามเรื่องพร้อมกันของ Elon Musk
วันที่ 12 มิถุนายน 2026 SpaceX เข้าตลาดหุ้นด้วยการระดมทุน 85,700 ล้านดอลลาร์ ทุบสถิติ IPO ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐไปแบบไม่เห็นฝุ่น แซง Saudi Aramco ที่เคยครองแชมป์ไว้ หุ้นเปิดที่ 150 ดอลลาร์ พุ่งจากราคา offering 135 ดอลลาร์ ปิดวันแรกที่ 161 ดอลลาร์ บวก 19% มูลค่าบริษัทหลัง IPO อยู่ที่ 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ นี่คือครั้งแรกในรอบ 24 ปีที่คนทั่วไปมีช่องทางถือหุ้นบริษัทที่ Elon Musk ก่อตั้งในปี 2002 ได้จริง
ธุรกิจนี้ทำเงินจากอะไร
SpaceX แบ่งเป็นสามขาชัดเจน ขาแรกและขาเดียวที่ทำกำไรจริงคือ Starlink บริการอินเทอร์เน็ตดาวเทียม มีสมาชิก 10.3 ล้านราย ทำรายได้ 11,400 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 กำไรจากการดำเนินงาน 4,400 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น margin 39% นี่คือเครื่องจักรเงินสดที่หล่อเลี้ยงทุกอย่างที่เหลือ
ขาที่สองคือ Launch Services การปล่อยจรวด Falcon 9, Falcon Heavy และ Starship ที่กำลังพัฒนา ปี 2025 SpaceX ปล่อยจรวดไป 170 ครั้ง มากกว่าทุกประเทศบนโลกรวมกัน แต่ธุรกิจนี้ขาดทุนจากการดำเนินงาน 657 ล้านดอลลาร์ เพราะทุ่มเงินวิจัย Starship ไปกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์ในปีเดียว
ขาที่สามที่เพิ่งเพิ่มเข้ามาต้นปี 2026 คือ xAI ซึ่ง SpaceX ซื้อกิจการเข้ามารวม ได้ Grok AI และแผนสร้าง data center ในวงโคจร ธุรกิจนี้ขาดทุนหนักสุด 6,350 ล้านดอลลาร์ในปีเดียว แต่มีดีลใหญ่กับ Google มูลค่า 920 ล้านดอลลาร์ต่อเดือนสำหรับ compute ซึ่งเป็นสัญญาณว่ามีดีมานด์จริงอยู่เบื้องหลัง
รวมทั้งบริษัทปี 2025 มีรายได้ 18,700 ล้านดอลลาร์ โต 43% แต่ขาดทุนสุทธิตามบัญชี GAAP อยู่ 4,900 ล้านดอลลาร์ เพราะสองขาหลังยังอยู่ในเฟสลงทุนหนัก
Moat มาจากไหน
ฝั่ง Launch คือการผูกขาดที่ใกล้เคียงที่สุดในธุรกิจนี้ Falcon 9 คือจรวดที่บินไปแล้วมากที่สุดในประวัติศาสตร์ บูสเตอร์บางลำบินซ้ำไปแล้วเกิน 20 ครั้ง ทำให้ต้นทุนต่อกิโลกรัมลงมาอยู่ราว 2,700 ดอลลาร์ ต่ำกว่าคู่แข่งไม่มีใครสู้ได้ในเวลานี้ Rocket Lab กำลังพัฒนา Neutron และ Amazon มี New Glenn แต่ทั้งคู่ยังห่างจาก scale ของ SpaceX มาก
ฝั่ง Starlink โมทมาจากการเป็นเจ้าแรกที่วางดาวเทียมกว่า 6,000 ดวงในวงโคจรต่ำ สร้างฐานสมาชิก 10 ล้านคนไปแล้ว คู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดอย่าง Amazon Kuiper เพิ่งวางแผนดาวเทียมแค่ราว 3,000 ดวง ตามหลังอยู่หลายปี ส่วนบริการ direct-to-cell ที่จับมือกับ T-Mobile ก็เปิดใช้งานทั่วสหรัฐแล้ว แม้คู่แข่งอย่าง AST SpaceMobile จะอ้างว่าให้ broadband ความเร็วสูงกว่าในระยะยาว
โมทที่แท้จริงคือวงจรที่หมุนตัวเอง — กำไรจาก Starlink ไปเลี้ยง Starship ให้พัฒนาต่อ Starship ที่ถูกลงทำให้ยิงดาวเทียม Starlink รุ่นใหม่ได้มากขึ้นถูกลง ดาวเทียมมากขึ้นทำให้สมาชิกเพิ่ม รายได้เพิ่ม วนกลับไปเลี้ยง Starship อีก คู่แข่งที่ไม่มีขา launch เป็นของตัวเองแข่งวงจรนี้ไม่ได้เลย
ตัวเลขที่สำคัญ (ข้อมูล ณ ก.ค. 2026)
| รายการ | ตัวเลข |
|---|---|
| ราคาหุ้น / Market Cap | ~$153 / ~$2.02 ล้านล้านดอลลาร์ |
| รายได้ปี 2025 | $18.7 พันล้าน (+43% จากปี 2024) |
| Starlink revenue / margin | $11.4 พันล้าน / 39% operating margin |
| กำไรสุทธิ (GAAP) ปี 2025 | -$4.9 พันล้าน |
| Adjusted EBITDA ปี 2025 | $6.6 พันล้าน |
| Price/Revenue | ~94 เท่า |
| ราคาเป้าหมายเฉลี่ยนักวิเคราะห์ | $187.80 (Buy 7 / Hold 2 / Sell 1 จาก 10 ราย) |
ตัวเลขที่น่าสนใจอีกตัวคือ ARPU ของ Starlink ลดจาก 99 ดอลลาร์ต่อเดือนในปี 2023 เหลือ 66 ดอลลาร์ในไตรมาส 1/2026 ลดลง 33% ใน 3 ปี — เป็นเรื่องที่ต้องตามดูว่าคือกลยุทธ์ขยายตลาดที่ตั้งใจ หรือสัญญาณของแรงกดดันด้านราคา
ความเสี่ยงหลัก
เรื่องแรกและหนักที่สุดคือความเสี่ยงจากตัวบุคคล Elon Musk คุมทั้ง Tesla, SpaceX, X, xAI และ The Boring Company พร้อมกัน เอกสาร S-1 เขียนไว้ตรงๆ ว่าถ้า Musk ลาออก เสียชีวิต หรือไม่สามารถทำงานได้ ผลกระทบต่อ SpaceX จะรุนแรงมาก และโครงสร้างหุ้น dual-class ทำให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยไม่มีทางโหวตปลด Musk ออกได้เลยแม้จะอยากทำ
เรื่องที่สองคือ valuation ที่ 94 เท่าของรายได้ ราคานี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า Starship ต้องขยายเชิงพาณิชย์ได้จริง xAI ต้องโตเป็นธุรกิจหลายหมื่นล้านดอลลาร์ และ Starlink ต้องไปถึง 100 ล้านสมาชิก ถ้าข้อใดข้อหนึ่งล่าช้าไปจากแผน ตลาดจะปรับราคาลงแรง
เรื่องที่สามคือ lock-up ของนักลงทุนกลุ่มแรกและพนักงานที่จะหมดอายุราวเดือนธันวาคม 2026 หลังจากนั้น 180 วันจากวัน IPO คนกลุ่มนี้จะขายหุ้นออกมาได้ ปริมาณ supply ที่อาจเข้าตลาดพร้อมกันเป็นความเสี่ยงระยะสั้นที่ต้องจับตา
มุมมองของผม
ฝั่งบวกมองว่า SpaceX คือธุรกิจที่ป้องกันตัวเองได้ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา — ผูกขาด launch เกือบสมบูรณ์ Starlink ทำกำไรจริงและกำลังโต และ xAI แม้ยังขาดทุนหนักแต่ดีล Google ก็บอกว่ามีดีมานด์จริงรออยู่ ถ้า Starship สำเร็จตามแผน ต้นทุนการยิงจรวดจะลงมาเหลือราว 100 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม เปิดประตูให้ทั้งอินเทอร์เน็ตดาวเทียม, orbital compute และภารกิจดาวอังคารในสเกลที่ไม่เคยเป็นไปได้มาก่อน
ฝั่งลบชี้ว่า 94 เท่าของรายได้คือการเดิมพันว่าธุรกิจขนาด 50,000 ล้านดอลลาร์ขึ้นไปสามเรื่องต้องสำเร็จพร้อมกัน ความเสี่ยงจากตัว Musk เองก็อยู่ในระดับที่แทบไม่เคยเห็นในตลาดหุ้นสาธารณะ บวกกับขาดทุน GAAP เกือบ 5,000 ล้านดอลลาร์ในปีเดียว เงินที่ระดมได้จาก IPO จึงสำคัญมากต่อการอยู่รอดของแผนขยายตัว
สิ่งที่จะเปลี่ยนมุมมองผมคือความคืบหน้าของ Starship ในช่วงครึ่งหลังปี 2026 ที่บริษัทให้คำมั่นว่าจะเริ่มส่งสัมภาระเชิงพาณิชย์ครั้งแรก ถ้าทำได้ตามกำหนดคือสัญญาณบวกใหญ่ ถ้าล่าช้าออกไปอีก ก็ต้องกลับมาคิดใหม่ว่าราคาที่จ่ายตอนนี้แพงเกินไปสำหรับดีลที่ยังพิสูจน์ไม่ได้กี่เรื่อง
เนื้อหานี้จัดทำเพื่อการศึกษาและบันทึกส่วนตัว ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลด้วยตนเองก่อนตัดสินใจ