Odyssey — มหากาพย์อายุเกือบสามพันปีที่โลกยังเล่าไม่จบ (และกำลังจะขึ้นจอ IMAX)
กลางเดือนหน้า หนังเรื่อง The Odyssey ของ Christopher Nolan มีคิวเข้าฉายในอเมริกา — ผู้กำกับที่เพิ่งกวาดออสการ์จาก Oppenheimer เลือกหยิบมหากาพย์กรีกอายุเกือบสามพันปีมาทำเป็นหนังฟอร์มยักษ์ถ่ายด้วยกล้อง IMAX พร้อมทีมนักแสดงระดับแม่เหล็กนำโดย Matt Damon ในบท Odysseus
ก่อนกระแสหนังจะกลบทุกอย่าง นี่เป็นจังหวะดีที่จะรู้จักต้นฉบับให้เกินระดับเรื่องย่อ เพราะ Odyssey ไม่ใช่แค่นิทานผจญภัยเจอสัตว์ประหลาด — มันคือเครื่องจักรเล่าเรื่องที่ทั้งวงการบันเทิงยังลอกสูตรมาใช้ถึงทุกวันนี้
มหากาพย์นี้คืออะไร มาจากไหน
Odyssey เป็นบทกวีขนาดยาวราวหมื่นสองพันบรรทัด แต่งเป็นภาษากรีกโบราณราวศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสตกาล เชื่อกันว่าเป็นผลงานของโฮเมอร์ (Homer) กวีตาบอดในตำนาน — แม้นักวิชาการจะเถียงกันมาสองร้อยกว่าปีว่าโฮเมอร์มีตัวตนจริงไหม หรือชื่อนี้คือตราประทับของประเพณีกวีขับลำที่ส่งต่อกันปากต่อปากหลายชั่วอายุคนก่อนถูกจดเป็นลายลักษณ์ ฝั่งที่เชื่ออย่างหลังมีหลักฐานน่าทึ่ง: บทกวีเต็มไปด้วยวลีสำเร็จรูปที่ซ้ำเป็นแพตเทิร์น ("อรุณเทวีนิ้วกุหลาบ" "โอดิสเซียสผู้เจ้าเล่ห์") ซึ่งเป็นเทคนิคช่วยจำของนักขับลำที่ต้องแสดงสดเรื่องยาวหลายชั่วโมงโดยไม่มีบท
เนื้อเรื่องคือภาคต่อของสงครามกรุงทรอย: Odysseus กษัตริย์เกาะอิธาก้า ผู้คิดแผนม้าไม้จนกรีกชนะสงครามสิบปี ต้องใช้เวลาอีกสิบปีกว่าจะกลับถึงบ้าน เจอทั้งยักษ์ตาเดียว แม่มด เสียงเพลงมรณะของไซเรน และเทพโพไซดอนที่จองเวรตลอดทาง ระหว่างนั้นที่บ้าน เพเนโลพีภรรยาต้องรับมือฝูงชายที่มายึดวังกดดันให้แต่งงานใหม่ โดยมีเทเลมาคัสลูกชายที่โตมาโดยไม่เคยเห็นหน้าพ่อ
นวัตกรรมที่ทำให้มันไม่ใช่แค่นิทาน
จุดที่คนมักไม่รู้: Odyssey ไม่ได้เล่าเรื่องเรียงตามเวลา บทกวีเปิดฉากที่ปีที่ยี่สิบ — พระเอกติดเกาะอยู่กับนางฟ้าคาลิปโซ ลูกชายออกตามหาพ่อ — แล้วค่อยให้ Odysseus นั่งเล่าการผจญภัยทั้งหมดย้อนหลังกลางเรื่อง เทคนิค "เปิดกลางเรื่องแล้วแฟลชแบ็ก" (in medias res) ที่หนังและซีรีส์ใช้กันจนเป็นเรื่องปกติ ถูกใช้ครั้งแรก ๆ ที่นี่เมื่อเกือบสามพันปีก่อน — และสำหรับผู้กำกับที่หมกมุ่นกับการเล่นโครงสร้างเวลาอย่าง Nolan การได้จับต้นฉบับของทุกอย่างจึงเข้าทางอย่างยิ่ง
อีกความล้ำคือการเลือกพระเอก มหากาพย์ Iliad ก่อนหน้ายกย่องอคิลลิสผู้แข็งแกร่งที่สุด แต่ Odyssey เชิดชูคนละคุณสมบัติ: metis — ปัญญาเชิงเล่ห์กล ฉากที่สรุปตัวตนพระเอกได้ดีสุดคือตอนถูกขังในถ้ำยักษ์ตาเดียวโพลีฟีมัส Odysseus บอกยักษ์ว่าตัวเองชื่อ "ไม่มีใคร" (Outis) พอลงมือทำร้ายยักษ์แล้วเพื่อนยักษ์ตะโกนถามว่าใครทำ คำตอบที่ได้คือ "ไม่มีใครทำข้า!" — เลยไม่มีตัวช่วยมา นี่คือฮีโร่ที่ชนะด้วยการเล่นคำ ไม่ใช่ดาบ และวรรณกรรมตะวันตกหลังจากนั้นก็มีที่ทางให้ฮีโร่สายสมองมาตลอด
ที่มักถูกมองข้ามคือเพเนโลพี ผู้ถ่วงเวลาฝูงผู้มาสู่ขอด้วยการทอผ้าห่อศพกลางวันแล้วแอบเลาะทิ้งกลางคืนอยู่สามปี — ในเรื่องที่พระเอกได้ฉายาว่าเจ้าเล่ห์ที่สุด คนที่เล่ห์เหลี่ยมทัดเทียมกันกลับเป็นภรรยา และบทนี้ในมือนักแสดงระดับท็อปคือหนึ่งในสิ่งที่น่าจับตาที่สุดของหนัง
แก่นที่ยังใช้ได้ถึงวันนี้
ไซเรนกับศาสตร์การมัดมือตัวเอง — ตอนที่มีอิทธิพลเกินวงวรรณกรรมมากที่สุด: Odysseus อยากฟังเพลงไซเรนที่ล่อเรือให้ไปชนหินตาย จึงสั่งลูกเรืออุดหูด้วยขี้ผึ้ง ส่วนตัวเองให้มัดไว้กับเสากระโดงและห้ามแก้มัดไม่ว่าจะขอร้องแค่ไหน — นี่คือ commitment device ตัวอย่างแรกในประวัติศาสตร์: การตัดสินใจล่วงหน้าตอนสติดี เพื่อกันตัวเองตอนสติหลุด เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมยกเคสนี้เป็นต้นแบบ และมันคือหลักการเดียวกับการตั้งตัดเงินออมอัตโนมัติหรือลบแอปที่เสพติดออกจากมือถือ
Xenia — จริยธรรมของการรับแขก — ทั้งเรื่องคือบททดสอบการต้อนรับคนแปลกหน้า ตัวละครที่รับแขกดีได้ดี ตัวที่ละเมิด (ยักษ์กินแขก ฝูงผู้มาสู่ขอที่กินบ้านเจ้าของจนพัง) พบจุดจบทั้งหมด สำหรับโลกที่ยังไม่มีโรงแรมและสถานทูต นี่คือกติกาความอยู่รอดที่ถูกยกให้ศักดิ์สิทธิ์ระดับมีเทพซุสเป็นผู้คุ้มครอง
Nostos — การกลับบ้านที่ไม่จบแค่ถึงบ้าน — คำกรีกคำนี้ (รากของคำ nostalgia) คือหัวใจจริงของเรื่อง: กลับถึงเกาะแล้วยังไม่พอ ต้องพิสูจน์ตัวตน กู้บ้านคืน และเรียนรู้ที่จะเป็นสามี พ่อ และลูกอีกครั้งหลังหายไปยี่สิบปี — โจทย์เดียวกับทหารผ่านศึกทุกยุค ซึ่งน่าจะเป็นแกนอารมณ์ที่หนังยุคนี้ขุดได้ลึกที่สุด
จากทรอยถึงฮอลลีวูด
คำว่า odyssey กลายเป็นคำสามัญในแทบทุกภาษาแปลว่าการเดินทางยาวไกล อิทธิพลของโครงเรื่อง "ออกเดินทาง-ผจญภัย-กลับมาแบบเปลี่ยนไป" อยู่ในทุกอย่างตั้งแต่ Ulysses ของเจมส์ จอยซ์, 2001: A Space Odyssey, O Brother Where Art Thou? จนถึงสูตร hero's journey ที่ฮอลลีวูดใช้ปั๊มหนังมาครึ่งศตวรรษ ส่วนคำถามว่าเรื่องนี้มีเค้าจริงไหม — ทรอยมีจริง นักโบราณคดีขุดพบตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 และพิกัดหลายจุดในเรื่องพอเทียบภูมิศาสตร์จริงได้ แต่ตัวการเดินทางของ Odysseus ยังเป็นดินแดนของตำนาน ซึ่งอาจเป็นเสน่ห์ที่ถูกแล้ว: มหากาพย์ไม่ได้มีไว้บันทึกอดีต มันมีไว้ถามว่ามนุษย์ยอมแลกอะไรเพื่อกลับบ้าน
เตรียมตัวก่อนดูหนัง
ใครอยากอ่านต้นฉบับก่อนเข้าโรง ฉบับแปลอังกฤษที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในทศวรรษนี้คือของ Emily Wilson (2017) ที่แปลเป็นกลอนจังหวะกระชับสมัยใหม่ แต่ถ้าอยากได้แบบอ่านลื่นเหมือนนิยายและหาซื้อในไทยง่ายกว่า ฉบับร้อยแก้วคลาสสิกของ Samuel Butler คือประตูที่เข้าง่ายที่สุดบานหนึ่ง — สำนวนตรงตัว ไม่ต้องปีนกลอน เหมาะกับคนไม่เคยแตะงานคลาสสิกมาก่อน ส่วนใครมีเวลาน้อย รู้สามอย่างนี้ก็ดูสนุกขึ้นมาก: หนึ่ง — เรื่องเดิมไม่เล่าเรียงเวลา ถ้าหนังตัดสลับไปมาอย่าตกใจ นั่นแหละต้นฉบับ สอง — พระเอกเรื่องนี้โกหกเก่งพอ ๆ กับที่เก่งดาบ และคำโกหกแต่ละครั้งมีความหมาย สาม — คู่ที่ต้องดูไม่ใช่แค่พระเอกกับสัตว์ประหลาด แต่คือสามีภรรยาที่ฉลาดพอ ๆ กัน ทดสอบกันเองจนวินาทีสุดท้าย
ผมตั้งใจจะอ่านฉบับ Wilson รอบสองให้จบก่อนหนังฉาย แล้วค่อยกลับมาเขียนต่อว่าฉบับจอยักษ์ตีความต้นฉบับไว้อย่างไร — เรื่องที่เล่ากันมาเกือบสามพันปี รอเพิ่มอีกเดือนเดียวไม่นานหรอก